ขอเพิ่มเติมเรื่อง “การรักษาสิว” โดยทั่วไป
จากเวป http://bkkfashion.com/

เรื่อง สิวเป็นปัญหาที่เกิดกับวัยรุ่น และผู้ใหญ่บางคน สร้างความรำคาญให้กับผู้ที่เป็นในบทความนี้ จะไม่เน้นเนื้อหาวิชาการเกี่ยวกับสิวมากนัก เพราะหาอ่านได้มากมายบน intenet แต่จะเน้นวิธีการ ดูแลรักษาสิว และยาทาสิว เนื้อหาทั้งหมดมาจากประสบการณ์ในการดูแลรักษาสิว ของผู้เขียนเองเป็นหลัก ไม่สามารถอ้างอิงในหลักวิชาการได้

สิว แบ่งง่ายๆ เป็น
1. สิวอุดตัน ลักษณะเป็นตุ่ม ไม่เจ็บ ไม่แดง มีทั้งสิวอุดตันหัวปิด (white head) และสิวอุดตันหัวเปิด (Black head)
2. สิวอักเสบ ลักษณะเป็นเม็ดแดง หรือมีหัวหนอง เวลาโดนจะมีอาการเจ็บ บางเม็ดจะบวม บางเม็ดก็ไม่บวม ควรทำความเข้าใจในลักษณะสิว เพราะสิวทั้งสองแบบรักษาต่างกันเล็กน้อย

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว
1. เกิดจากความมันบนใบหน้า เนื่องจากต่อมไขมันใต้รูขุมขนได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมน ทำให้สร้างมันออกมามาก บางครั้งระบายออกมาไม่ทัน ทำให้เกิดการอุดตันและกลายเป็นสิวอุดตัน
2.ฮอร์โมนที่เปลียนแปลง ทำให้ต่อมไขมันทำงานผิดปกติ เกิดสิวขึ้นได้
3.แพ้สารเคมีต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง น้ำมันใส่ผม ยาสีฟัน หน้ากากกันฝุ่น

การรักษาสิว มาถึงเรื่องที่จะเน้นในบทความนี้ ซึ่งเป็นแนวทางส่วนตัว ไว้ให้ผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิวได้พิจารณา เพื่อทำให้ใบหน้าคุณปราศจากสิว เสียที

เมื่อเป็นสิวแล้ว ทำไมต้องรักษา คิดดูให้ดี ถ้าเป็นสิวแล้วมันหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ เช่น รองแดง รอยดำ หลุมสิว รอยนูน ก็คงไม่สร้างความลำบากใจให้ผู้ที่เป็นสิว จริงมั้ยครับ ดังนั้นหลักการณ์สำคัญ สำหรับการรักษาสิว คือ

1.รักษาสิวอักเสบให้ยุบเร็วที่สุด
เพราะสิวอักเสบ เป็นสาเหตุหลักของ รอยดำ รอยแดง หลุมสิว และรอยนูนจากสิว รักษาได้เร็วเท่าไหร่ ทิ้งร่องรอยไว้น้อยเท่านั้น

แนวทางและยาที่ใช้ในการรักษาสิวอักเสบ

1.1 การฉีดสิว (Intralesioinal Kenacort) มีทั้งแพทย์ที่นิยมฉีดสิว และไม่นิยมการฉีดสิว กลุ่มแรกจะแนะนำให้ผู้ป่วยฉีดสิวทุกครั้งที่อักเสบ ถึงแม้ว่าการฉีดสิว ซึ่งก็คือการฉีด steroid เข้าไปที่เม็ดสิวอักเสบเพื่อยับยั้งกระบวนการอักเสบ ทำให้สิวอักเสบยุบเร็วที่สุด ทิ้งร่องรอยน้อยที่สุด แต่ก็มีโอกาสกลับเป็นใหม่ได้อีกเพราะต้นเหตุไม่ได้กำจัดออก ซึ่งเหตุผลหลังนี้ทำให้แพทย์อีกกลุ่มไม่นิยมการฉีดสิว

ในความเห็น ส่วนตัว คิดว่าเมื่อมีสิวอักเสบแล้ว ควรฉีดสิว เพราะการปล่อยให้สิวอักเสบหายเอง มักทิ้งร่องรอยบนใบหน้ามากกว่าการฉีดสิว ถึงแม้การฉีดสิวมีโอกาสที่สิวกลับมาเป็นใหม่ได้ในบางครั้ง

อ่านมาถึงตรงนี้คงทำให้ใครหลายคนเข้าใจนะครับ ว่าทำไม จึงมีการ ฉีดสิว เมื่อเราไปพบแพทย์

1.2 ยากินรักษาสิว นอกจากการฉีดสิวที่เห็นผลใน 24 ชม. แล้ว แพทย์มักจะใช้ยากินที่เป็นยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาสิวอักเสบ ที่นิยมก็จะมี amoxicillin, ciprofloxacin, Doxycyclin แต่การกินยาต้องใช้เวลาหลายวัน เป็นสัปดาห์จึงจะเห็นผล และมีข้อเสียคือ เมื่อใช้ไปนานๆ จะมีอาการดื้อยา และผลข้างเคียงบางอย่างที่เป็นอันตรายกับผู้ป่วย

1.3 ยาแต้มหัวสิวอักเสบ หลักการคล้ายการฉีดสิว แต่เป็นการแต้มที่หัวสิวเท่านั้น โดยยาประเภทนี้ส่วนมากจะเป็น steroid ใช้เฉพาะแต้มหัวสิวอักเสบเท่านั้น ไม่ควรทาทั้วหน้า เพราะจะทำให้หน้าลอก เป็นรอยด่าง

1.4 clindamycin gel เป็นยาปฏิชีวนะรูปแบบทา ตัวยาหลักจะเป็น clindamycin มีของ วุฒิศักดิ์ คลินิก (เท่าที่ทราบ) ที่ใช้เป็น clindamycin + metronidazole เพือให้ออกฤทธิ์ได้กว้างขึ้น สามารถกำจัดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้หมด เพราะเชื่อว่าเชื้อบางตัวเริ่มมีการดื้อ clindamycin แล้ว

2.รักษาสิวอุดตัน
สิว อุดตันไม่ได้เป็นปัญหาเร่งด่วนในการรักษาสิว ตราบใดที่มันยังไม่อักเสบ การรักษาสิวอุดตันประกอบด้วยการ ทายา กดสิว และไม้ตายคือการกิน กรดวิตามิน เอ (Roaccutane, Acnotin, Isotraine)

2.1 BP benzoyl peroxide
เป็น ยาทา ตัวที่นิยมมากที่สุด เชื่อว่าทุกคนที่เป็นสิว เคยใช้ยาตัวนี้มาแล้ว ยาตัวนี้มี 2 ความเข้มข้นคือ 0.25% และ 0.5% ซึ่งเชื่อกันว่า 0.5% จะควบคุมความมันและรักษาสิวอุดตันได้ดีกว่า แต่จากผลการศึกษาต่อมาภายหลัง ไม่พบความแตกต่าง แพทย์บางคนยังนิยมเพิ่มความเข้มข้นหลังจากรักษาด้วยยาตัวนี้ไปสักระยะหนึ่ง เพื่อหวังผลการรักษาที่ดีขึ้น แต่ก็ยังเป็นที่สงสัยว่า ทำให้ผลการรักษาดีขึ้นหรือไม่

BP แพทย์มักจะใช้ยาตัวนี้กับผู้ป่วยเสมอ ข้อดีคือ ช่วยรักษาสิวอุดตัน หรือ microcomedone ได้ดี และลดความมันบนใบหน้าได้ โดยไม่พบการดื้อยา แม้ว่าจะใช้ยาไปเป็นเวลานานก็ตาม พูดง่ายๆ ทาได้ทุกวัน ก่อนล้างหน้า ตอนเช้า และตอนเย็น โดยทาทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก บางครั้งพบอาการระคายเคื่องใบหน้า หรือแสบแดง เวลาโดนแดด แนะนำให้ทาทิ้งไว้ในเวลาที่สั้นลง เหลือแค่ 5 นาที ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็แสดงว่าแพ้ยาตัวนี้ ควงงดการใช้หรือปรึกษาแพทย์

ยี่ห้อ ที่นิยมในตลาด ผมแนะนำของ stiefel เนื่องจากเป็นยี่ห้อที่เน้นเรื่อง ยาทาผิวหน้าอยู่แล้ว และจากการค้นใน internet ก็พบว่าผู้ป่วยส่วนมากพอใจในผลการใช้ ทำให้สิวอุดตันลดลง หน้าแห้งขึ้น หลังใช้ช่วงแรก พบว่าบางคนมีอาการหน้าแดง และอาจมีสิวอักเสบเห่อขึ้น จึงควรใช้คู่กับ clinda lotion เสมอ เว้นในกรณีที่แพทย์ให้หยุด clinda lotion แล้ว

2.2 การกดสิว
เป็นวิธีการรักษาสิวอุดตันที่จำเป็น เพราะเมื่อถึงเวลาที่กดสิวได้ ควรกำจัดออก หากปล่อยไว้สิวอุดตันบางเม็ดจะกลายเป็นสิวอักเสบ และสร้างปัญหาเรื่อง รอยดำ รอยแดง หลุมสิว หรือแผลเป็นนูน ต่างๆ การกดสิวที่ถูกวิธี จะทิ้งรอยแผลน้อยกว่าปล่อยให้สิวอักเสบแน่นอน

การกดสิว ควรใช้ไม้กดสิวที่ออกแบบมาเพื่อกดสิวเท่านั้น ไม่ควรใช้นิ้วบีบหัวสิวออกมา และบางครั้งถ้าเป็นสิวหัวปิด จำเป็นต้องใช้เข็ม เบอร์ 20 แทงเพื่อเปิดรูให้หัวสิวออกมาภายนอกได้ ก่อนทำการกดออก

การกดสิว ที่ไม่ถูกวิธี หรือในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม จะทำให้หัวสิวออกไม่หมด และกลายเป็นสิวอักเสบตามมา โดยส่วนมากแพทย์มักจะให้ผู้ป่วยทายา BP เป็นเวลา 1 สัปดาห์อย่างน้อย เพื่อทำให้หัวสิวเปิดออก สิวแห้งขึ้น กดออกได้สะดวก

2.3 กรดวิตามิน เอ (Roaccutane, acnotin, isotrane)
เหมือน ไม้ตายในการรักษาสิว เนื่องจากยาตัวนี้จะทำให้ต่อมไขมันที่รูขุมขนทำงานลดลง ลดหน้ามัน และลดสิวอุดตันได้ บางคนกินยานี้เพื่อควบคุมความมันบนใบหน้าเท่านั้น หรือบางคนก็กินเพื่อทำให้รูขุมขนดูเล็กลง ซึ่งระยะเวลาในการกิน ต้องกินวันละ 1 เม็ด ติดต่อกัน 4 เดือน ยาจะถูกดูดซึมได้ดีพร้อมไขมัน จึงควรกินยาหลังอาหารทันที

ผลข้างเคียงของยา เนื่องจากต่อมไขมันทำงานลดลงทั่วร่างกาย ทำให้ปากแห้ง ผิวหนังแห้ง บางครั้งแสบตาเวลาลมเข้าตา ควรทาลิปมัน เพื่อป้องกันริมฝีปากแตก โดยจะเริ่มมีอาการประมาณ 1 สัปดาห์ หลังกินยา และมีผลต่อการสร้างอวัยวะต่อเด็กในครรภ์ จึงห้ามกินในหญิงตั้งครรภ์

พบ ว่ายาตัวนี้ทำให้สิวลดลง 80% หลังกินครบ 4 เดือน โดยจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เดือนแรกที่กิน หลังจากกินยาครบ dose แล้ว สิวจะลดลงนานเป็นเดือน ถึงปี แล้วอาจกลับมาเป็นอีก เนื่องจากยังไม่พ้นวัยเพราะสิวเกิดจากปัจจัยภายในคือ ฮอร์โมน ซึ่งไม่สามารถแก้ปัจจัยภายในได้

ยาตัวนี้ ไม่ควรซื้อกินเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา แหล่งซื้อยาราคาถูก คือ แถวสะพานใหม่ Acnotin 10 mg 30 เม็ด จำหน่ายที่ราคา 380 บาท ใครอยากทราบชื่อร้านให้ส่งเมล์มาถามได้ครับ ใครทราบแหล่งถูกกว่านี้ก็บอกกันได้ เพื่อเป็นความรู้นะครับ

ขอจบบทนี้ไว้แค่นี้ก่อน ติดตามเรื่องการรักษาสิวต่อไปได้
จะแนะนำเกี่ยวกับการรักษารอยดำ รอยแดง และหลุมสิว

โดย นพ.ภัทรพล โทมณีสิริ

……………………………………………………………………………………

หมวดหมู่ของสิวที่เรารู้จัก

สิวอักเสบ (Inflammatory acne หรือ Papulopustular acne )
– สิวนูนแดง (Papule)
– สิวหัวหนอง (Pustule)
– สิวหัวช้าง (acne conglobata)-มักเกิดแผลเป็นเมื่อหาย
– สิวซีสต์ (acne cyst) -มักเกิดแผลเป็น เมื่อหาย
– สิวตุ่มนูนหนอง(Papulopustular acne)-มักเกิดแผลเป็นเมื่อหาย

สิวอุดตัน (Non-inflammatory acne หรือ Comedone )
– สิวหัวขาว หรือสิวหัวปิด
– สิวหัวดำ หรือสิวหัวเปิด
– สิวสเตียรอยด์

สิวอักเสบ (Inflammatory acne หรือ Papulopustular acne ) (Top)
คือ การที่สิวอุดตันที่ได้รับการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Propionibacterium acne( P.acne) แล้วแบคทีเรียนี้ปล่อยเอนไซม์ที่จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ โดยมีความรุนแรงแตกต่างกัน แล้วแต่จำนวนเชื้อและขนาดของสิวที่อุดตัน แล้วมีการเรียกชื่อแตกต่างกัน

บางคนอาจแบ่งเป็นประเภทตามลักษณะของสิวอักเสบดังนี้
ประเภทของสิวอักเสบ แบ่งได้เป็น
– สิวนูนแดง (Papule)
– สิวหัวหนอง ( Pustule)
– สิวหัวช้าง (acne conglobata)-มักเกิดแผลเป็นเมื่อหาย
– สิวซีสต์ (acne cyst) -มักเกิดแผลเป็น เมื่อหาย
– สิวตุ่มนูนหนอง(Papulopustular acne)-มักเกิดแผลเป็นเมื่อหาย

ผลข้างเคียงจากการเกิดสิวอักเสบ มักเกิดได้บ่อย ถ้าไม่รีบรักษา คือ
1. รอยดำจากสิว
2. รอยแดงช้ำ ซึ่งอยู่ได้นาน เป็นเดือนๆ
3. รอยหลุมจากสิว หรือ Icepick-scar

การรักษาสิวอักเสบ แบ่งได้ดังนี้
1. Benzoyl peroxide- เป็นตัวยาที่ลดจำนวนเชื้อแบคทีเรีย P.acne และลดการอักเสบได้ดี 50-70 % ของสิวอักเสบ มักอยู่ในรูปของครีม หรือเจล ความเข้มข้นตั้งแต่ 2.5-5 % BP. โดยมักใช้ทาทิ้งไว้ 5-10 นาทีแล้วล้างออก เนื่องจากมีการระคายเคือง ถ้าทาทิ้งไว้ อาจทำให้ผิวหน้าแสบ แดง และแห้งเป็นขุยได้มักใช้รักษาสิวอักเสบนูนแดงได้ดี PanOxyl และ Benzac เป็นตัวอย่างยาที่มีขายทั่วไป ß ตัวอย่างยายกมาให้ดู

2. Antibiotics (ยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบ) มีใช้หลายตัว อาจอยู่ในรูปโลชั่น ครีมหรือยารับประทานที่ใช้ในการกำจัดเชื้อสิว P.acne ที่ใช้กันบ่อยได้แก่

2.1 Tetracycline มักให้รับประทาน วันละ 2-4 แคบซูล แต่มีผลข้างเคียงทำให้ คลื่นไส้อาเจียนได้ดังนั้นแพทย์มักให้รับประทานหลังอาหาร
2.2 Doxycycline มักให้ในรูปรับประทาน วันละ 1-2 แคบซูล
แต่มีผลข้างเคียงทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ ดังนั้นแพทย์มักให้รับประทานหลังอาหาร
2.3 Minocycline มักให้ในรูปรับประทาน วันละ 1 แคบซูล รักษาสิวได้ดี แต่ราคายาค่อนข้างแพง
2.4 Erythromycin-มีทั้งในรูปของครีมทาสิว และยารับประทานวันละ 2-4 เม็ด
2.5 Clindamycin-มีทั้งในรูปของครีมทาสิว โลชั่นทาสิว มักนิยมใช้ เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียง
และรักษาสิวอักเสบได้ดี
2.6 Co-trimoxazole-มักให้ในรูปรับประทานวันละ 2-4 เม็ด มักใช้รักษาสิวที่เกิดจากพวกแกรมลบ หรือแบคทีเรียพวกไม่ใช้ออกซิเจน

3. ยาคุมกำเนิด เช่น Dian-21 มักใช้เฉพาะในผู้หญิง เพื่อควบคุมการเกิดสิวที่เกิดจากฮอร์โมนเพศ

4. ยาต้านฮอร์โมน ยารับประทานต้านฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน ที่ใช้บ่อยคือ spironolactone มักให้เฉพาะในผู้หญิงเช่นกัน

5. Azeleic aicd – มักใช้ในรูปยาทา 20 % Azeleic acid( Skinoren) มักใช้ในระยะแรก แต่อาจระคายเคืองได้

6. ยากลุ่ม Retinoids เช่น Roaccutane, Isotretinoin ใช้รักษาได้ทั้งสิวอุดตัน และสิวอักเสบรุนแรงที่ไม่ตอบสนองหรือดื้อต่อยาแก้อักเสบ หรือยาปฏิชีวนะในข้อ 2 แต่ยาค่อนข้างมีราคาแพงและห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ และให้หยุดยาก่อนการตั้งครรภ์ 1 เดือน

7. การฉีดสิว กรณีที่สิวอักเสบรุนแรง นูนแดงเจ็บ สิวหัวช้าง เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นและทำให้สิวหายได้เร็ว ควรกระทำโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากอาจเกิดรอยหลุมแผลเป็นจากยาได้

ที่มา : http://clinicneo.co.th/column/col.php?cid=20&grp=3

สิวอุดตัน (Non-inflammatory ance หรือ Comedone) (Top)
เป็น ประเภทของสิวที่พบได้บ่อย มากกว่า 70 %ของปัญหาสิว ซึ่งพบได้ทุกกลุ่มอายุ ทุกเพศ แต่ส่วนใหญ่จะพบในวัยรุ่น และวัยหนุ่มสาวเกิดได้บ่อยบริเวณใบหน้า ลำคอ และลำตัว(โดยเฉพาะที่หลัง) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมัน Sebaceous glandจำนวนมาก

สาเหตุการเกิดสิวอุดตัน
1. ต่อมไขมัน Sebaceous สร้างไขมันมากเกินไป โดยอาจเกิดจากสาเหตุ ฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน ชนิดTestosterone ซึ่งควบคุมการเจริญเติบโตและการสร้างไขมัน(Sebum) สูงมากกว่าปกติแล้วไขมันเกิดจากอุดตันในท่อไขมันที่ระบายไขมัน ออกสู่ผิวหนังด้านนอก อันนำมาซึ่งปัญหาสิวอุดตัน
2. ปัญหาผิวแพ้ง่าย(Sensitive skin) มักพบเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้บ่อยเช่นกัน
3. ความผิดปกติของการลอกผิวในท่อขุมขน( follicular lumen) แล้วทำให้เกิดการอุดตัน
4. สิวจากเครื่องสำอาง(Acne cosmetica) มักเกิดจากการใช้เครื่องสำอางบางชนิด แล้วเกิดอาการแพ้
5. สิวจากสเตียรอยด์ มักเกิดในผู้ที่ใช้ครีมทาที่ผสมสเตียรอยด์ ในการรักษาผิวแพ้ หรือรับประทานยาPrednislone เป็นประจำ เช่นผู้ป่วยโรคไต Nephrotic syndrome หรือ SLE
6. ความเครียด
7. ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ในภาวะใกล้หรือหมดประจำเดือน

ประเภทของสิวอุดตัน(สิวไม่อักเสบ) แบ่งเป็น
1. สิวหัวขาว หรือสิวหัวปิด
2. สิวหัวดำ หรือสิวหัวเปิด
3. สิวสเตียรอยด์

ผลข้างเคียงจากการเกิดสิวอุดตัน มักเกิดจากการพยายามแกะ แคะ บีบเพื่อให้สิวอุดตันหลุดและขาดความชำนาญในการกดสิว มักพบได้บ่อยคือ
1. รอยดำจากสิว
2. รอยหลุมจากสิว หรือ Icepick-scar
3. สิวอุดตันเกิดมากขึ้น เนื่องจากการกดหรือบีบ แล้วทำให้ท่อไขมันบริเวณข้างเคียงเกิดอุดตันจากการบาดเจ็บ( trauma)

แนวทางการปฏิบัติสำหรับการป้องกัน การเกิดสิวอุดตันมีหลักการคือ การพยายามอย่าให้ผิวมันและการกระทบกระเทือนต่อท่อ หรือต่อมไขมัน
1.ผลิตภํณฑ์ล้างหน้า เช่น สบู่ เจล โฟม ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวมัน และมีตัวยาป้องกันการเกิดสิว
2. เครื่องสำอาง ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอม สารดีเทอร์เจ้นท์
3. หลีกเลี่ยงการเช็ดหน้า หรือ นวดหน้าแรงๆ
4. หน้ามันมาก อาจต้องใช้โลชั่นเช็ดหน้า หรือใช้ยารับประทานกลุ่ม Retionoids หรือ ยาคุมกำเนิดกลุ่ม Dian-35 เพื่อลดหน้ามัน
5. เลือกครีมกันแดด SPF ประมาณ 15 เพื่อป้องกันความมันของเนื้อครีม
6. ครีมบำรุง เลือกที่ไม่มีส่วนผสมของ น้ำมัน และไม่ควรมัน ไม่มีฮอร์โมนผสมในครีมบำรุง
7. ครีมแก้แพ้ หรือ สบู่ล้างหน้าสำหรับผิวแพ้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผิวแพ้ง่าย (Sensitive skin)
8. งดอาหารที่ทำให้เกิดสิวง่าย เช่น อาหารมัน อาหารรสจัด ทุเรียน ขนมหวาน ไอศครีม
9. พักผ่อนให้เพียงพอ
10. ไม่เครียด
11. ห้ามกด หรือ บีบสิวเอง กรณีที่เกิดสิว

การรักษาสิวอุดตัน ยุค 2000
1. ครีมทาสิวอุดตัน กลุ่ม Tretinoin (Retin-A) เป็นยาที่เหมาะสมและใช้กันแพร่หลายมีความเข้มข้นแตกต่างกัน ตั้งแต่ 0.025-0.1 % อาจอยู่ในรูปของครีม เจล หรือน้ำโดยพบว่ายิ่งความเข้มข้นสูง ยิ่งละลายสิวอุดตันได้ดี แต่ก็จะระคายเคืองผิวหน้าและทำให้ผิวหน้าแห้งเป็นขุย ถ้าความเข้มข้นสูง แต่การระคายเคืองอาจน้อยลง ถ้าล้างหน้าก่อนทายา 10-15 นาที

2.ยารับประทานกลุ่ม retinoids เช่น Roaccutane, Isotretionoin ช่วยลดปัญหาผิวมันและละลายสิวอุดตันได้ดี ทั้งที่ใบหน้าและสิวตามตัว

3. ยาลอกขุย (Keratolytic agents) และยาทำให้ผิวแห้ง เช่น Salicylic acid, Resorcinol,Sulphur,Aluminium oxide มักช่วยลอกขุย และทำให้สิวแห้งและหลุดออกมักใช้เป็นส่วนผสมของแป้งน้ำทาสิว( acne lotions)

4. การกดสิวอุดตัน ควรทำโดยผู้ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น

5. การทำ Peeling ด้วย 30-50% TCA,PHA จะช่วยทำให้ผิวหน้าแห้งลง ผนังสิวบางลง ทำให้สิวอุดตันฝ่อตัวและหลุดออกได้ง่าย

6. การทำ Iontophresis มักใช้ร่วมกับยากลุ่ม Tretionoin เพื่อช่วยผลักยาให้ซึมลงลึกไปละลายสิวอุดตันได้ดีกว่า การทายาปกติ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s